รับซ่อมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อเพื่อธุรกิจไม่มีหลักประกัน สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่  (อ่าน 56 ครั้ง)

easycashflows

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 95
    • ดูรายละเอียด


หลายกิจการที่กำลังโต—ไม่ว่าจะเป็นโรงงานรับงาน B2B, ผู้รับเหมา, ธุรกิจบริการที่รายได้สม่ำเสมอ—มักมีโจทย์คล้ายกันคือ ต้องการเงินก้อน/วงเงินหมุนเวียนเพิ่ม แต่ไม่อยากผูกทรัพย์สินแบบ “ยาว ๆ” หรือบางช่วงก็ต้องการ เงินกู้ด่วน เพื่อไม่ให้การผลิต/การส่งมอบสะดุด จึงเริ่มค้นหาคำว่า สินเชื่อเพื่อธุรกิจไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน, สินเชื่อเพื่อธุรกิจ sme, สินเชื่อระยะสั้น, หรือ “สินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่าย”
แต่ในโลกจริง โดยเฉพาะช่วงที่สภาพการเงินตึงตัว ธนาคารมักระมัดระวังมากขึ้นกับลูกหนี้ที่ “ไม่มีหลักประกัน” และกลุ่มที่ความเสี่ยงสูง โดยมีรายงานของ ธปท. ชี้ว่าช่วงปี 2568 สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อกับกลุ่มเสี่ยงและไม่มีหลักประกันมากขึ้น และสินเชื่อ SMEs มีภาพหดตัวเมื่อเทียบปีก่อน
ดังนั้น สำหรับกิจการระดับกลาง–ใหญ่ “คำตอบ” ไม่ได้มีแค่ จะกู้แบบมี/ไม่มีหลักทรัพย์ แต่คือ เลือกหลักประกันให้เหมาะกับงาน เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผล (วงเงิน, ระยะเวลา, และต้นทุนรวมของสินเชื่อเงินกู้) และยังคงความคล่องตัวของธุรกิจไว้
ด้านล่างคือ “ประเภทหลักประกัน” ที่พบบ่อยและเหมาะกับธุรกิจขนาดกลาง–ใหญ่ โดยสรุปและขยายความจากแนวคิดในบทความหลักของ EasyCashFlows

1) ใช้ “เงินฝาก/เงินออม” เป็นหลักประกัน (Pledge/Deposit Collateral)
ถ้าธุรกิจมีเงินสดพักบัญชี หรือมีเงินสำรองบางส่วน การนำ เงินฝาก มาค้ำประกันเป็นวิธีที่หลายบริษัทใช้ เพราะ “จัดโครงสร้างได้คล่อง” และมักช่วยให้ธนาคารสบายใจขึ้น
ภาพรวมที่พบได้บ่อยคือ ธนาคารยอมรับหลักประกันประเภท บัญชีเงินฝาก เพื่อรองรับเครื่องมือทางการเงินหลายแบบในแพ็กเกจเดียว เช่น วงเงินหมุนเวียน (OD), สัญญาใช้เงิน/ตั๋วเงิน (P/N), วงเงินกู้ระยะยาว และหนังสือค้ำประกัน
เหมาะกับใคร
    • บริษัทที่มีเงินสดสำรอง “จริง” และอยากแปลงเป็น “ความน่าเชื่อถือ” เพื่อขอวงเงินเพิ่ม
    • ธุรกิจที่ต้องการความเร็วในการเปิดวงเงิน และอยากลดความเสี่ยงการจำนองทรัพย์สิน
ข้อดี
    • ใช้หลักประกันที่ “ประเมินมูลค่าง่าย” และตรวจสอบได้ชัด
    • มักเหมาะกับดีลที่ต้องการความเร็ว/ความยืดหยุ่น (เช่น วงเงินหมุนเวียน หรือใช้ประกอบการออก L/G)
ข้อควรระวัง
    • เงินฝากที่นำมาค้ำ อาจถูกกำหนดเงื่อนไขการถอน/การใช้ ทำให้เงินสำรอง “ไม่อิสระ” เท่าเดิม
    • ต้องวางแผนสภาพคล่องให้ดี ไม่ให้กระทบเงินหมุนรายวัน (โดยเฉพาะถ้าธุรกิจมีฤดูกาลขาย)

2) ใช้ “ที่ดินเปล่า” หรือ “ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง” เป็นหลักประกัน
สำหรับธุรกิจกลาง–ใหญ่ หลักประกันคลาสสิกที่ยังใช้บ่อยคือ ที่ดิน/อาคาร เพราะรองรับวงเงินก้อนใหญ่และอายุสัญญายาวได้ดี โดยในบทความหลักชี้ชัดว่า “ที่ดินเปล่า” และ “ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง” เป็นหลักประกันที่พบได้บ่อย และในผลิตภัณฑ์ของธนาคารบางแห่งก็ระบุว่า รับที่ดินเปล่า และที่ดินพร้อมอาคาร เป็นหลักประกันได้
เหมาะกับใคร
    • บริษัทที่ต้องการวงเงินสูงเพื่อขยายกิจการ ลงทุน หรือรองรับแผนธุรกิจระยะกลาง–ยาว
    • ธุรกิจที่มีทรัพย์สินชัดเจน และเอกสารสิทธิพร้อม
ข้อดี
    • ช่วย “เพิ่มเพดานวงเงิน” และเจรจาเงื่อนไขได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับดีลแบบไม่มีหลักประกัน
    • เหมาะกับสินเชื่อเพื่อธุรกิจที่เป็นก้อนลงทุน หรือโครงการที่ต้องผ่อนนาน
ข้อควรระวัง
    • ต้องมีขั้นตอนประเมินมูลค่า ตรวจภาระผูกพัน และเอกสารค่อนข้างละเอียด ทำให้ “ระยะเวลาอนุมัติ” อาจไม่เร็วเท่าเงินกู้ด่วนแบบไม่มีหลักประกัน
    • หากทรัพย์มีภาระจำนองเดิม/มีข้อจำกัดทางกฎหมาย อาจกระทบโครงสร้างวงเงิน

3) ใช้ “หนังสือค้ำประกันธนาคาร (L/G)” เป็นหลักประกันเชิงสัญญา (เหมาะมากกับสายโครงการ/รับเหมา)
สำหรับธุรกิจที่ทำงานกับรัฐ/เอกชนรายใหญ่ การมี หนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee: L/G) ช่วยให้บริษัท “ปิดดีล” ได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยื่นประมูลงาน ทำสัญญา หรือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา—ซึ่งธนาคารมีบริการออก L/G เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ประกอบการ และบทความหลักก็ยก L/G เป็นหนึ่งในหลักประกัน/เครื่องมือที่ใช้ได้กับธุรกิจขนาดกลาง–ใหญ่
เหมาะกับใคร
    • บริษัทรับเหมา/ซัพพลายเออร์/ธุรกิจโครงการ ที่ต้องวางหลักประกันกับคู่ค้า
    • ธุรกิจที่ต้องการ “ความน่าเชื่อถือเชิงสัญญา” มากกว่าเงินก้อนทันที
ข้อดี
    • ช่วยให้เข้าถึงงาน/สัญญาที่ต้องใช้หลักประกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสดทั้งหมดเป็นมัดจำ
    • บางกรณีทำให้กระแสเงินสด “ไม่ถูกดึง” ไปค้ำสัญญามากเกินไป
ข้อควรระวัง
    • แม้ L/G ไม่ใช่การกู้เงินก้อนโดยตรง แต่ธนาคารจะพิจารณาความเสี่ยงและอาจต้องมีวงเงิน/หลักประกันรองรับอยู่ดี
    • ถ้าธุรกิจบริหารสัญญาไม่ดี อาจเกิดการเรียกร้องตาม L/G ได้

4) ใช้ “บสย.ค้ำประกัน” เป็นหลักประกันทดแทน/ตัวช่วยลดช่องว่างหลักประกัน
แม้หัวข้อวันนี้เน้น “หลักประกัน” แต่สำหรับหลายกิจการ โดยเฉพาะสาย สินเชื่อธุรกิจ smeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทางเลือกสำคัญคือการใช้ บสย. เป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อช่วยปิดช่องว่างเมื่อไม่มีทรัพย์พอจะจำนอง ซึ่งบทความหลักระบุ “บสย.ค้ำประกัน” เป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักประกันที่ใช้ได้
ในเชิงนโยบาย บสย.มีมาตรการค้ำประกันที่ออกแบบมาเพื่อลดภาระและกระตุ้นการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นระยะ เช่น มาตรการที่ระบุการยกเว้น/ลดค่าธรรมเนียมค้ำประกันในบางช่วง และแนวทางการค้ำแบบคิดตามความเสี่ยง
เหมาะกับใคร
    • ธุรกิจที่รายได้/การเดินบัญชีดี แต่ “ทรัพย์สินค้ำไม่พอ” หรือไม่อยากผูกทรัพย์
    • ผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มโอกาสอนุมัติ หรือขยายวงเงินจากฐานเดิม
ข้อดี
    • เป็น “ตัวช่วย” ให้ธนาคารมั่นใจขึ้นในดีลที่ไม่มีหลักทรัพย์ หรือมีหลักประกันไม่พอ
    • ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ได้จริงมากขึ้น (ในกรอบโครงการ/เงื่อนไขที่กำหนด)
ข้อควรระวัง
    • มีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามเงื่อนไขโครงการ (แม้บางมาตรการจะช่วยลดภาระในช่วงแรก)
    • ยังต้องผ่านเกณฑ์เครดิต/เอกสารของธนาคาร ไม่ใช่ “ค้ำแล้วผ่านอัตโนมัติ”

วิธีเลือกหลักประกันให้ “ตรงงาน” (สรุปแบบจำง่าย)
เพื่อให้ผู้อ่านตัดสินใจง่ายขึ้น ลองจับคู่ตามสถานการณ์:
    • ต้องการวงเงินหมุนเวียน/เสริมสภาพคล่อง แต่ยังอยากคล่องตัว
→ พิจารณา “เงินฝากค้ำ” หรือ “บสย.ค้ำประกัน” (ตามความเหมาะสมของดีล)
    • ต้องการวงเงินก้อนใหญ่ ระยะยาว เพื่อขยายกิจการ
→ ที่ดิน/ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมักเหมาะ เพราะรองรับวงเงินและโครงสร้างระยะยาวได้ดี
    • ต้องยื่นประมูล/ทำสัญญา/ค้ำประกันการส่งมอบงาน
→ L/G ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานโครงการ

เช็กลิสต์เอกสาร “ฝั่งหลักประกัน” ที่ควรเตรียม (ให้จบในรอบเดียว)
เพื่อให้การขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจเดินเร็วขึ้น โดยเฉพาะดีลที่มีหลักประกัน ธนาคารมักดูเอกสารให้ครบและสอดคล้องกัน แนะนำเตรียมเป็นชุดดังนี้
    1. เอกสารกิจการ: หนังสือรับรอง/วัตถุประสงค์บริษัท, โครงสร้างผู้ถือหุ้น, ผู้มีอำนาจลงนาม
    2. เอกสารการเงิน: งบการเงิน/ภาษีที่เกี่ยวข้อง, รายการเดินบัญชี (Statement)
    3. เอกสารหลักประกัน (เลือกตามประเภท)
    • เงินฝากค้ำ: เอกสารบัญชี/ยอดเงินฝาก/เงื่อนไขการถือครอง
    • ที่ดิน/อาคารค้ำ: โฉนด/เอกสารสิทธิ, รายการภาระผูกพัน, ข้อมูลทรัพย์
    • L/G: เอกสารสัญญา/เงื่อนไขการค้ำ, ผู้รับประโยชน์, มูลค่างาน/ระยะเวลา
    • บสย.ค้ำ: เอกสารตามโครงการที่กำหนด และตามธนาคารที่ร่วมโครงการ

บทสรุป
หากคุณกำลังมอง สินเชื่ออนุมัติง่าย หรือกำลังสงสัยว่า สินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่าย สิ่งที่ช่วยให้ “อนุมัติใกล้ความจริง” มากขึ้นในระดับธุรกิจกลาง–ใหญ่ มักไม่ใช่การไล่หาดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่คือการจัดวาง หลักประกันให้เหมาะกับงาน—เงินฝาก, ที่ดิน/อาคาร, L/G หรือใช้ บสย.ค้ำประกัน เป็นตัวช่วยในดีลที่ทรัพย์ไม่พอ
หากต้องการอ่านภาพรวมทั้งหมดแบบเป็นระบบ (และเลือกโครงสร้างให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ) แนะนำให้ไปต่อที่ บทความหลัก ในคลัสเตอร์นี้บนเว็บไซต์ EasyCashFlows

แหล่งอ้างอิง
    • บทความหลัก EasyCashFlows (ส่วน “หลักประกันที่เหมาะสำหรับใช้ค้ำประกัน สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่”)
    • ธนาคารแห่งประเทศไทย: รายงานการติดตามเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2568 (ประเด็นภาวะการเงินตึงตัว/ความระมัดระวังสินเชื่อไม่มีหลักประกัน)
    • UOB: UOB BizSolution (ตัวอย่างการรับหลักประกันและชุดบริการวงเงินธุรกิจ)
    • SCB: บริการหนังสือค้ำประกัน (L/G)
    • บสย. (TCG): ข่าว/มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ (ตัวอย่างเงื่อนไขลดภาระค่าธรรมเนียม)
บันทึกการเข้า